การดูแลผู้ป่วยสูงอายุ ที่บ้าน (ที่คิดว่าตนเองไม่ป่วย)

การดูแลผู้ป่วย  ที่บ้านด้วยตนเอง ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  เพราะต้องมีหลายอย่างที่ต้องคำนึงถึง สิ่งแรกๆ นั่นคือ บ้าน ไม่ได้มีสิ่งแวดล้อม หรือเครื่องมือทางการแพทย์ที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกับทางโรงพยาบาลเลยแม้สักนิดเดียว และหากต้องมาดูแลผู้ป่วยสูงอายุ  ที่ท่านผ่านร้อน ผ่านหนาวมามากกว่าเรา และแถมไม่ได้ระลึกเลยว่าตนเองเป็นคนป่วย เราควรจะทำอย่างไรได้บ้าง  มาลองวิธีเหล่านี้กันซิค่ะ

ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับประทานยา และอาหารอย่างตรงต่อเวลา  

ในที่นี้หมายความว่า ควรทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ หรือหากผู้ป่วยไม่สามารถทานอาหารมื้อหลักได้ ก็ควรมีมื้อเสริม หรือของว่างที่ไม่หนักเหมือนอาหารจานหลักแต่สามารถอิ่มท้องได้เหมือนกัน  เพื่อช่วยให้ผู้ช่วยมีแรง และฟื้นตัวได้เร็วขึ้น  สำหรับการทานยา  ควรจะดูแลให้ผู้ป่วยทานยาให้ตรงตามฉลากยา เช่น  ยาทานก่อนอาหาร ควรทานก่อนอาหารอย่างน้อย 30นาที -  1 ชั่วโมง เพราะยาชนิดนี้จะออกฤทธิ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เมื่อเวลาท้องว่างนั่นเอง  หรือยาทานหลังอาหาร มีทั้งแบบทานหลังอาหารทันที และทานหลังอาหารปกติ ซึ่งหากทานหลังอาหารปกติ ให้ทานหลังรับประทานอาหารไม่เกิน 15 นาที  และยาบางประเภทต้องทานร่วมกับอาหารจึงจะออกฤทธิ์ได้ดีก็มี  ดังนั้นเราควรอ่านลากยาให้ชัดเจน และแยกออกมาหรือจัดเตรียมไว้ เพื่อให้ผู้ป่วยสะดวกในการรับประทาน นั่นเอง

elderly-patients

รักษาความสะอาดของที่อยู่อาศัยและเตียงนอนอยู่เสมอ

เรื่องการรักษาความสะอาดเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้ป่วยสูงอายุส่วนใหญ่จะเสี่ยงต่อการติดเชื่อได้ง่าย ดังนั้น ในการทำความสะอาด ไม่ได้หมายความเพียง การกวาดหยากไย่บนเพดานและพื้นห้องเท่านั้น แต่หมายความรวมถึง การทำความสะอาด ของเฟอร์นิเจอร์  ข้าวของเครื่องใช้ ที่นอน หมอน มุ้ง  ผ้าห่ม หรือ เสื้อผ้า เป็นต้น และรวมถึงการจัดบ้านให้เป็นระเบียบ โปร่ง โล่ง น่าอยู่อีกด้วย

 ออกกำลังกายเบาๆ ช่วยได้

ผู้ป่วยที่สูงอายุส่วนใหญ่ มักมีความคิดว่า ไม่ชอบเดิน เพราะทำให้ปวดหลัง ปวดขา เดินไม่ไหว แต่หากไม่เดินเลย ต่อไปอาจจะไม่มีโอกาสได้เดินก็ได้ เพราะหากขาหรือแขนที่ไม่ได้ใช้งาน ต่อไปจะยิ่งไม่มีแรง และอาจจะต้องนอนติดบนเตียงตลอดไปก็ได้ ดังนั้น เราควรช่วยออกกำลังกายเป็นเพื่อน  พร้อมกับให้กำลังใจ ไปด้วย  อาจจะเป็นการออกกำลังกายด้วยการเดินสั้นๆ ในบริเวณบ้านก็ได้ แต่ควรทำอย่างสม่ำเสมอ ทุกวัน วันละ 20 นาที เป็นอย่างต่ำ

สุขภาพใจไม่ควรมองข้าม

หากคิดว่าผู้ป่วยต้องการเพียงการรักษาทางร่างกาย ต้องขอบอกไว้ ณ  ที่นี้เลยว่า คุณเข้าใจผิดอย่างมหันต์ เพราะสิ่งที่เป็นยารักษาที่ที่ดีที่สุดก็คือ ความสบายทางใจนั่นเอง ดังนั้น ครอบครัว และผู้ดูแลต้องให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ด้วย เพราะบางครั้งผู้ป่วยอาจจะไม่ได้มีอาการหรือความผิดปกติทางร่างกายที่น่ากังวล แต่ยังคงซึมเศร้าและดูเหมือนยังไม่หายสักที นั่นเพราะสุขภาพใจนั่นเอง