health_at_homepic

เพราะสังคมไทยในยุคปัจจุบันนี้ เรื่องราวในแต่ล่ะครอบครัวมีความหลากหลายแตกต่างกันไป ด้วยความที่สังคมไทย เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในทุกขณะ จึงทำให้เกิดบริการส่งตรงดูแลผู้สูงอายุถึงบ้านมากขึ้น ซึ่ง ‘Health at home’ คือหนึ่งในบริการที่น่าสนใจ ที่เราอยากแนะนำให้แก่คุณ เพื่อวันใดวันหนึ่งคุณต้องการผู้ช่วยในยามฉุกเฉิน

การบริการของ ‘Health at home’ มีความโดดเด่นอย่างไร ?

  • ผู้ดูแลของ ‘Health at home’ ทุกคน ล้วนผ่านการอบรมตามหลักสูตรทางการแพทย์ที่ถูกต้อง โดยมีทักษะการดูแลผู้ป่วยในโรคต่างๆ ที่ถูกต้องตามมาตรฐาน
  • ผู้ก่อตั้ง ‘Health at home’ คือ ‘นพ.คณพล ภูมิรัตนประพิณ’ คุณหมออายุรแพทย์
  • ‘Health at home’ เน้นกระบวนการทำงานเป็นทีม และไม่ได้มีเพียงทีมงานผู้ดูแลเท่านั้น หากแต่มีทั้งทีมแพทย์และพยาบาล คอยให้คำปรึกษาตลอดการใช้บริการ
  • ‘Health at home’ มีผู้ดูแลมากกว่า 300 คน เพราะฉะนั้น ลูกค้าไม่ต้องกังวลเรื่องคนขาด หรือ ผู้ดูแลคนเก่าติดธุระด่วนไม่มีคนไปแทน จึงทำให้คุณหมดห่วงไปได้แบบสบายๆ ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องลางานฉุกเฉินแต่อย่างใด

ให้ มืออาชีพช่วยคุณในวันที่คุณรัก

จากความประทับใจของผู้ใช้บริการหลายต่อหลายคน ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า มีความประทับใจในการใช้บริการกับ ‘Health at home’ เป็นอย่างมาก เพราะแก้ไขปัญหา ได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีความเข้าใจในความกังวลของลูกค้า และมีความทันสมัย เพราะมี Application เอาไว้รายงานอาการของผู้ป่วยในทุกๆวัน นอกจากนี้ยังมีการปรึกษากับ ‘นพ.คณพล ภูมิรัตนประพิณ’ หรือ ‘คุณหมอตั้ม’ ในการติดตามอาการอีกด้วย นอกจากนี้การดูแลของผู้ป่วยจากทีมงาน health at home ก็มีความเป็นมืออาชีพทุกคน เมื่อเกิดปัญหาใดๆขึ้นมา ก็สามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็วอีกทั้งยังมีความน่าประทับใจเป็นอย่างมาก

ผู้ดูแลมืออาชีพของ ‘Health at home’ คือใคร ?

  • เพศหญิง ชาวไทยอายุ 20-55 ปี มีสุขภาพแข็งแรง พร้อมรอยยิ้มที่แจ่มใส
  • มีวุฒิเพื่อการันตีถึงความเป็นมืออาชีพ มีประสบการณ์ พร้อมทั้งผ่านการทดสอบ ตลอดจนการรับรองมาตรฐานการดูแลจาก ‘Health at home’
  • สามารถไว้ใจได้ ผู้ดูแลทุกคนจะต้องผ่านการสัมภาษณ์ พร้อมดูทัศนคติ ตลอดจนตรวจประวัติอาชญากรรมอย่างเข้มงวด

ขั้นตอนดูแลผู้ป่วย ที่สามารถเดินได้

  • ช่วยเหลือการเดินให้เป็นไปอย่างคล่องแคล่ว ป้องกันการหกล้ม
  • ช่วยเหลือการขับถ่าย , อาบน้ำ
  • กายภาพเบื้องต้น

จัดยา และวัดชีพจร

  • เจาะตรวจน้ำตาล พร้อมฉีดอินซูลิน

ขั้นตอนดูแลผู้ป่วย ที่ติดเตียง

  • อุ้มยกเคลื่อนย้ายเพื่อรับลม รวมทั้งพลิกตัวตามเวลาที่กำหนดเพื่อป้องกันแผลกดทับ
  • เช็ดตัวและอาบน้ำ
  • สวนอุจาระ พร้อมดูแลสายสวนปัสสาวะซึ่งอาจมาในลักษณะถุงหน้าท้อง
  • ให้อาหารทางสายยาง , ดูดเสมหะ
  • กายภาพเบื้องต้น

หากไม่นับโรคมะเร็ง ต้องบอกว่า โรคเบาหวานนี้คือ ยมทูตอีกตัวหนึ่งที่คร่าชีวิตคนไทยไปเยอะมาก แถมความน่ากลัวของมันก็คือ มันสามารถส่งต่อไปยังญาติพี่น้องได้อีกด้วย ใครมีพี่น้องเป็นเบาหวานโอกาสจะเป็นสูงมาก อีกทั้งพอเป็นเบาหวานแล้วเหมือนเปิดประตูให้โรคภัยอื่นเข้ามาเป็นซ้ำอีกด้วย ดังนั้นการดูแลผู้ป่วยเบาหวานจึงต้องระวังเป็นพิเศษ มีอะไรต้องเป็นห่วงบ้าง

แผลแม้เพียงเล็กน้อย

เบาหวานไม่ได้อันตรายแค่ตัวโรคเท่านั้น แต่การเป็นเบาหวานอาจจะทำให้เรื่องเล็กน้อยกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ อย่างเช่น แผลถลอก หรือ แผลสด ห้ามเกิดขึ้นกับผู้ป่วยเบาหวานเด็ดขาด เพราะมันอาจจะทำให้แผลลุกลาม ติดเชื้อ ที่สำคัญแผลไม่ยอมแห้งจนต้องตัดเนื้อ หรือ อวัยวะส่วนนั้นทิ้งไปก็ได้ ดังนั้นเวลาผู้ป่วยเบาหวานจะไปไหนต้องดูแลให้ดี รองเท้าใส่ให้มิดชิด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

ตรวจเช็คระดับน้ำตาล

ผู้ป่วยเบาหวานมีสิ่งหนึ่งต้องทำอยู่ตลอดเวลา นั่นก็คือ การตรวจเช็คระดับน้ำตาลในตัวเองว่าอยู่ในระดับที่แพทย์ควบคุมไว้หรือไม่ อย่าให้น้อยหรือมากเกินไปเด็ดขาด ไม่งั้นผู้ป่วยเบาหวานจะออกอาการทันที ไม่ว่าจะเป็นอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง จนทำให้ร่างกายขาดน้ำเป็นลมได้

สภาพจิตใจ

โรคเบาหวานเป็นภาวะความผิดปกติอย่างหนึ่ง ที่โอกาสหายขาดไม่มี รวมถึงอาจจะนำไปสู่ความผิดปกติอื่นอย่าง ความดัน เข้ามาเกี่ยวด้วย ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานหลายคนมีสภาพจิตใจที่ย่ำแย่กว่าเดิม อาจจะเครียด กลัว ตกใจ จนทำให้เกิดอาการซึมเศร้าขึ้นมาอีก ดังนั้นผู้ดูแลจึงต้องหมั่นอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจ ยอมรับ และอยู่กับมันให้ได้อย่างมีความสุข

ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากของผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากการได้ออกกำลังกายจะได้ลดระดับความเครียดของผู้ป่วยลงได้ ความเหนื่อยล้าจะทำให้ผู้ป่วยหลับสบายตามเกณฑ์กำหนด(วันละ 7-8 ชั่วโมง) นอกจากนั้นจะทำให้น้ำหนักตัวไม่ขึ้นไปมาก ทำให้การควบคุมน้ำตาลทำได้ง่ายขึ้น

อาหารการกิน

ผู้ป่วยเบาหวานอะไรเป็นสิ่งที่คุมได้ยากสุด นั่นก็คือ อาหารการกินนั่นเอง คนเป็นเบาหวานส่วนใหญ่หากไม่ใช่ตามพันธุกรรมก็จะเป็นจากอาหารที่กินเข้าไป เมื่อรับรู้ว่าตัวเองเป็นเบาหวานแล้ว คนดูแลก็ต้องจำกัดอาหารลง เพื่อลดน้ำตาลไม่ให้เข้าสู่ร่างกายมากเกินไป แป้ง น้ำตาล น้ำหวาน ของหวาน ของทอด ของมัน อาจจะต้องลดลง ซึ่งควรจะลดลงแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่าไปลดแบบหักดิบจะทำให้ผู้ป่วยเครียดและหาโอกาสแอบไปกินเองแบบเยอะกว่าเดิม ทางที่ดีควรมีโอกาสให้ผู้ป่วยได้ทานบ้าง พอหายอยาก

การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ดูแลต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้เป็นอย่างดี หากไม่เข้าใจหรือปฏิบัติไม่ถูกต้อง อย่าลืมปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

ต้องบอกเลยว่าการบริกาหารสุขภาพจิตเพื่อลดความเครียด เป็นสิ่งจำเป็นมากกับคนทั่วไปในปัจจุบันเพราะ ทุกวันนี้มีปัจจัยภายนอกหลายอย่างที่ อาจจะทำให้เราเกิดอาการเครียด ซึ่งนอกจากการทำงานแล้วยังมีเรื่องอื่นๆ ที่ทำให้เราต้องหัวเสียไม่ว่าจะเป็นการจราจรที่ติดขัด สภาพสังคมที่บางครั้งเราเห็นแล้วเกิดความไม่พอใจ จนเกิดความหงุดหงิดดังนั้นเราจึงควรรับมือในเรื่องเหล่านี้ครับ โดยอย่างแรกที่สามารถทำได้คือการทำสมาธิด้วยการนั่งสมาธิเพราะมันทำให้เราเป็นคนใจเย็น คิดในเรื่องต่างๆ ด้วยเหตุด้วยผล ทำให้เราเข้าใจในเรื่องต่างๆ ได้ดีขึ้นรวมถึงการปรับอารมณ์ให้เข้ากับสถานการได้โดยไม่เกิดความหงุดหงิดครับ ซึ่งเรื่องเกี่ยวกับจิตใจนั้นมันสำคัญมากในบางครั้งสามารถก่อให้เกิดปัญหาสังคมได้เลยทีเดียว โดยปัญหาที่เราสามารถพบได้บ่อยเลยก็คือ

1 ปัญหาความรุนแรง ซึ่งตรงนี้บอกได้เลยว่าจะเห็นออกสื่อไม่เว้นแต่ละวันเลย ทั้งที่เกิดกับเด็กตรงนี้ผมรู้สึกหดหู่มากเพราะในบางครั้งผู้กระทำเป็นคนในครอบครัว ที่มีสายเลือดเดียวกัน อย่างรู้กันอยู่แล้วว่าเด็กคงไม่มีกำลังขัดขืน จึงโดนกระทำสิ่งเหล่านี้ได้โดยง่ายในบางครั้งเสียชีวิตเลยก็มี พอสอบถามผู้กระทำความผิดก็พบว่าเหตุเกิดจากความเครียด จนหาทางออกไม่ได้ สิ่งเหล่านี้จึงควรมีการแก้ไข ซึ่งผู้ใกล้ชิดสามารถช่วยพวกเขาได้ครับ ด้วยการรับฟังและ ช่วยคิดแก้ปัญหา กับคนในครอบครัว โดยที่ไม่ควรละเลย

2 ปัญหาสังคม สิ่งนี้มันจะเป็นปัญหาต่อเนื่องจากข้อ 1 เพราะเมื่อเกิดความรุ่นแรงในบ้านแล้ว เด็กไม่สามารถหาทางออกได้ดังนั้นจึงไม่ยากเลยที่คนเหล่านี้จะไปทำสิ่งที่ไม่ดี เพราะเขาเห็นตัวอย่างจากคนในบ้านที่ทำกับเขาโดยตรง ซึ่งถ้าเรายังไม่รู้จักบริหารสุขภาพจิตเพื่อลดความเครียดตั้งแต่ตอนนี้ อาจจะทำให้ปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย

อาการผิดปกติของร่างกาย อาการบางอย่างอาจจะไม่เป็นอันตรายอะไรเท่าไร ปล่อยไปก็หายเอง แต่บางอาการหากปล่อยไปอาจจะก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ของร่างกายได้เหมือนกัน อาการจุกเสียดแน่นท้องก็เช่นกัน หลายคนอาจจะมองข้ามไปปล่อยให้หายเอง แต่บอกเลยว่าเป็นแล้วก็มีผลเหมือนกัน หากเราเป็นคนหนึ่งที่มีอาการจุกเสียดแน่นท้อง ต้องดูแลกันยังไงดี

อาการจุกเสียดแน่นท้องมาได้ยังไง

สาเหตุของอาการจุกเสียดแน่นท้องเราต้องรู้ก่อนว่ามันมาได้ยังไง อาการนี้เกิดจากเรื่องของการกินเป็นหลัก หากเรามีพฤติกรรมกินไม่ค่อยดี กินเร็ว เคี้ยวเร็ว เคี้ยวไม่ละเอียด กินมากเกินไป ผลก็ทำให้ระบบย่อยทำงานไม่ทัน สองหากเราทานอาหารพวกแป้ง กับ นม เยอะเกินไปก็จะทำให้เกิดการพองตัวด้านใน สามหากเรามีพฤติกรรมทานแล้วไม่รอให้อาหารย่อยก่อนแล้วไปออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมหนักๆก็อาจจะเกิดอาการเหล่านี้ได้เหมือนกัน

การป้องกันเบื้องต้นอาการ

สำหรับการป้องกันอาการเหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้นได้ เพียงแค่เราปฏิวัติตัวเองเรื่องพฤติกรรมการกินเสียใหม่ กินช้า เคี้ยวนานๆ ให้อาหารละเอียด ค่อยๆกลืน กินแล้วนั่งพักให้เรียบร้อย ให้อาหารย่อยก่อนแล้วค่อยทำกิจกรรมอื่น เพียงเท่านี้ก็จะช่วยลดอาการจุกเสียดแน่นท้องได้แล้ว อ้อ อาหารพวกแป้งสาลีลดลงแล้วเพิ่มมะละกอ แอปเปิ้ล กะหล่ำปลี แครอท ก็จะเป็นการกินเพื่อรักษาอาการจุกเสียดแน่นท้องได้เหมือนกัน ลองเปลี่ยนพฤติกรรมดู

การแก้ไขด้วยวิธีการกดจุด

อีกหนึ่งวิธีเผยแพร่กัน นั่นคือการใช้วิธีกดจุดเพื่อระบายความจุกเสียดออกไป เรารู้กันอยู่แล้วว่า ไทยเรามีแพทย์แผนไทยที่คอยบรรเทาความเจ็บปวดในรูปแบบไทยมาช้านาน อาการจุกเสียดแน่นท้องก็ช่วยได้เหมือนกัน วิธีการมีอยู่ว่า ท่าแรกเราใช้นิ้วหัวแม่มือกดบริเวณหลังเท้า ตรงร่องระหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลาง ท่าสองให้นิ้วหัวแม่มือ กดไปบริเวณ เนื้อเชื่อมนิ้วชี้กับนิ้วกลาง ทั้งสองท่านี้ควรทำค้างไว้ประมาณ 2 นาที ก็จะช่วยได้ ทำสัก 1-2 ยก ช่วยได้

สมุนไพรไทย ช่วยได้เหมือนกัน

ภูมิปัญญาไทยเราไม่ได้มีดีเพียงแค่แพทย์แผนไทยเท่านั้น เรื่องสมุนไพรไทยก็เป็นภูมิปัญญามาช้านานเหมือนกัน หากเรามีอาการจุกเสียดแน่นท้อง แนะนำว่าใช้ขิงสด ชงกับน้ำเดือด(ปรุงด้วยน้ำตาลนิดหน่อยให้กินแล้วลื่นคอ) แช่ไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นรอให้เย็นแล้วนำมาดื่ม ชื่นใจด้วยช่วยลดอาการด้วย หรือ เลือกใช้ตะไคร้สดทุบให้แหลแล้วไปต้มเหมือนน้ำขิงก็ช่วยได้เช่นกัน อีกสูตรหนึ่งเค้าบอกว่าใช้ใบกะเพราะไปต้มก็ทำได้เหมือนกัน