ต้องบอกเลยว่าการบริกาหารสุขภาพจิตเพื่อลดความเครียด เป็นสิ่งจำเป็นมากกับคนทั่วไปในปัจจุบันเพราะ ทุกวันนี้มีปัจจัยภายนอกหลายอย่างที่ อาจจะทำให้เราเกิดอาการเครียด ซึ่งนอกจากการทำงานแล้วยังมีเรื่องอื่นๆ ที่ทำให้เราต้องหัวเสียไม่ว่าจะเป็นการจราจรที่ติดขัด สภาพสังคมที่บางครั้งเราเห็นแล้วเกิดความไม่พอใจ จนเกิดความหงุดหงิดดังนั้นเราจึงควรรับมือในเรื่องเหล่านี้ครับ โดยอย่างแรกที่สามารถทำได้คือการทำสมาธิด้วยการนั่งสมาธิเพราะมันทำให้เราเป็นคนใจเย็น คิดในเรื่องต่างๆ ด้วยเหตุด้วยผล ทำให้เราเข้าใจในเรื่องต่างๆ ได้ดีขึ้นรวมถึงการปรับอารมณ์ให้เข้ากับสถานการได้โดยไม่เกิดความหงุดหงิดครับ ซึ่งเรื่องเกี่ยวกับจิตใจนั้นมันสำคัญมากในบางครั้งสามารถก่อให้เกิดปัญหาสังคมได้เลยทีเดียว โดยปัญหาที่เราสามารถพบได้บ่อยเลยก็คือ

1 ปัญหาความรุนแรง ซึ่งตรงนี้บอกได้เลยว่าจะเห็นออกสื่อไม่เว้นแต่ละวันเลย ทั้งที่เกิดกับเด็กตรงนี้ผมรู้สึกหดหู่มากเพราะในบางครั้งผู้กระทำเป็นคนในครอบครัว ที่มีสายเลือดเดียวกัน อย่างรู้กันอยู่แล้วว่าเด็กคงไม่มีกำลังขัดขืน จึงโดนกระทำสิ่งเหล่านี้ได้โดยง่ายในบางครั้งเสียชีวิตเลยก็มี พอสอบถามผู้กระทำความผิดก็พบว่าเหตุเกิดจากความเครียด จนหาทางออกไม่ได้ สิ่งเหล่านี้จึงควรมีการแก้ไข ซึ่งผู้ใกล้ชิดสามารถช่วยพวกเขาได้ครับ ด้วยการรับฟังและ ช่วยคิดแก้ปัญหา กับคนในครอบครัว โดยที่ไม่ควรละเลย

2 ปัญหาสังคม สิ่งนี้มันจะเป็นปัญหาต่อเนื่องจากข้อ 1 เพราะเมื่อเกิดความรุ่นแรงในบ้านแล้ว เด็กไม่สามารถหาทางออกได้ดังนั้นจึงไม่ยากเลยที่คนเหล่านี้จะไปทำสิ่งที่ไม่ดี เพราะเขาเห็นตัวอย่างจากคนในบ้านที่ทำกับเขาโดยตรง ซึ่งถ้าเรายังไม่รู้จักบริหารสุขภาพจิตเพื่อลดความเครียดตั้งแต่ตอนนี้ อาจจะทำให้ปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย

อาการผิดปกติของร่างกาย อาการบางอย่างอาจจะไม่เป็นอันตรายอะไรเท่าไร ปล่อยไปก็หายเอง แต่บางอาการหากปล่อยไปอาจจะก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ของร่างกายได้เหมือนกัน อาการจุกเสียดแน่นท้องก็เช่นกัน หลายคนอาจจะมองข้ามไปปล่อยให้หายเอง แต่บอกเลยว่าเป็นแล้วก็มีผลเหมือนกัน หากเราเป็นคนหนึ่งที่มีอาการจุกเสียดแน่นท้อง ต้องดูแลกันยังไงดี

อาการจุกเสียดแน่นท้องมาได้ยังไง

สาเหตุของอาการจุกเสียดแน่นท้องเราต้องรู้ก่อนว่ามันมาได้ยังไง อาการนี้เกิดจากเรื่องของการกินเป็นหลัก หากเรามีพฤติกรรมกินไม่ค่อยดี กินเร็ว เคี้ยวเร็ว เคี้ยวไม่ละเอียด กินมากเกินไป ผลก็ทำให้ระบบย่อยทำงานไม่ทัน สองหากเราทานอาหารพวกแป้ง กับ นม เยอะเกินไปก็จะทำให้เกิดการพองตัวด้านใน สามหากเรามีพฤติกรรมทานแล้วไม่รอให้อาหารย่อยก่อนแล้วไปออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมหนักๆก็อาจจะเกิดอาการเหล่านี้ได้เหมือนกัน

การป้องกันเบื้องต้นอาการ

สำหรับการป้องกันอาการเหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้นได้ เพียงแค่เราปฏิวัติตัวเองเรื่องพฤติกรรมการกินเสียใหม่ กินช้า เคี้ยวนานๆ ให้อาหารละเอียด ค่อยๆกลืน กินแล้วนั่งพักให้เรียบร้อย ให้อาหารย่อยก่อนแล้วค่อยทำกิจกรรมอื่น เพียงเท่านี้ก็จะช่วยลดอาการจุกเสียดแน่นท้องได้แล้ว อ้อ อาหารพวกแป้งสาลีลดลงแล้วเพิ่มมะละกอ แอปเปิ้ล กะหล่ำปลี แครอท ก็จะเป็นการกินเพื่อรักษาอาการจุกเสียดแน่นท้องได้เหมือนกัน ลองเปลี่ยนพฤติกรรมดู

การแก้ไขด้วยวิธีการกดจุด

อีกหนึ่งวิธีเผยแพร่กัน นั่นคือการใช้วิธีกดจุดเพื่อระบายความจุกเสียดออกไป เรารู้กันอยู่แล้วว่า ไทยเรามีแพทย์แผนไทยที่คอยบรรเทาความเจ็บปวดในรูปแบบไทยมาช้านาน อาการจุกเสียดแน่นท้องก็ช่วยได้เหมือนกัน วิธีการมีอยู่ว่า ท่าแรกเราใช้นิ้วหัวแม่มือกดบริเวณหลังเท้า ตรงร่องระหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลาง ท่าสองให้นิ้วหัวแม่มือ กดไปบริเวณ เนื้อเชื่อมนิ้วชี้กับนิ้วกลาง ทั้งสองท่านี้ควรทำค้างไว้ประมาณ 2 นาที ก็จะช่วยได้ ทำสัก 1-2 ยก ช่วยได้

สมุนไพรไทย ช่วยได้เหมือนกัน

ภูมิปัญญาไทยเราไม่ได้มีดีเพียงแค่แพทย์แผนไทยเท่านั้น เรื่องสมุนไพรไทยก็เป็นภูมิปัญญามาช้านานเหมือนกัน หากเรามีอาการจุกเสียดแน่นท้อง แนะนำว่าใช้ขิงสด ชงกับน้ำเดือด(ปรุงด้วยน้ำตาลนิดหน่อยให้กินแล้วลื่นคอ) แช่ไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นรอให้เย็นแล้วนำมาดื่ม ชื่นใจด้วยช่วยลดอาการด้วย หรือ เลือกใช้ตะไคร้สดทุบให้แหลแล้วไปต้มเหมือนน้ำขิงก็ช่วยได้เช่นกัน อีกสูตรหนึ่งเค้าบอกว่าใช้ใบกะเพราะไปต้มก็ทำได้เหมือนกัน

 

วิถีชีวิตคนเมือง หรือคนใครหลายคนปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความยุ่งยากในการดำเนินชีวิต ความยุ่งยาก ทำให้พวกเราต้องรับประทานอาหารกล่องแช่แข็ง ซึ่งการทานอาหารแช่แข็งก็จะต้องเอาไปอุ่นกับเครื่องไมโครเวฟ หนึ่งในคำถามสำคัญของเรื่องนี้มีอยู่ว่า กินอาหารจากไมโครเวฟบ่อยเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง จริงหรือไม่

ไมโครเวฟเป็นเพียงแค่คลื่น

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ คลื่นไมโครเวฟก่อนว่ามันคืออะไร หากเราไปศึกษาดูให้ดี ไมโครเวฟ ไม่ได้เป็นรังสีอันตรายอะไรเลย เป็นเพียงแค่คลื่นเท่านั้นเอง ในเตาไมโครเวฟจะมีคลื่นไมโครเวฟกระทบสะท้อนไปมาเพื่อให้เข้าไปในอาหาร ก็ทำให้เกิดการเสียดสีขึ้นในอาหาร หรือ ของเหลว พอเสียดสีก็จะเกิดความร้อนขึ้น อ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็ทำความเข้าใจกันใหม่นะว่า ไมโครเวฟ เป็นเพียงแค่คลื่น ไม่ได้เป็นรังสีอันตรายแต่อย่างใด

อันตรายจากอาหาร ไม่ใช่อันตรายจากไมโครเวฟ

ความเชื่อที่ว่า หากเรารับประทานอาหารจากเครื่องไมโครเวฟมากๆจะเป็นอันตราย อันนี้ต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า หากจะมีอันตรายจนทำให้เกิดมะเร็งขึ้นมาจริงๆ มันก็เป็นอันตรายจากอาหารมากกว่า ไม่ใช่อันตรายจากคลื่นไมโครเวฟ อย่าลืมว่าอาหารแช่แข็งบางอย่างแม้ว่าจะทำขึ้นมาด้วยวิธีการสะอาดก็ตาม แต่บางครั้งอาหารอาจจะมีสารปนเปื้อนต่างๆซ่อนอยู่ ตรงนี้แหละที่ทำให้เกิดอันตราย อีกจุดหนึ่งการอุ่นด้วยเครื่องไมโครเวฟอาจจะทำให้อาหารสุกไม่ทั่วกัน(เกิดจากการอุ่นไมโครเวฟโดยไม่อ่านฉลากข้างกล่องว่าต้องตั้งไฟกี่วัตต์ และกี่นาที) เมื่อสุกไม่ทั่วกันเมื่อกินเข้าไปอาจจะทำให้เกิดท้องเสียได้(แต่ไม่ถึงกับทำให้เสี่ยงมะเร็ง) ส่วนการอุ่นหรือทำอาหารจนไหม้เกรียมด้วยเตาไมโครเวฟ หากเราฝืนกินอาหารไหม้เกรียมอาจจะเป็นมะเร็งก็คงว่ากันไม่ได้แล้วจริงๆ

ส่วนคลื่นไมโครเวฟที่อาจจะแผ่ออกมานอกเครื่องแล้วทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ได้นั้น หากเครื่องไมโครเวฟผลิตขึ้นตามมาตรฐานล่ะก็ เรื่องนี้ก็ไม่ต้องกังวลไปเนื่องจากคลื่นไมโครเวฟที่ออกมานอกเครื่องนั้นน้อยมาก น้อยกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดอื่นที่แผ่ออกมาเสียอีก ดังนั้นเรื่องนี้ก็สบายใจได้

อาหารไม่เข้าเวฟก็อันตรายได้เหมือนกัน

ในทางเดียวกัน อาหารปรุงสุกทั่วไป แม้ว่าจะสด สะอาด แต่เอาเข้าจริงก็มีสารปนเปื้อนด้วยเหมือนกัน ยังไม่นับการปรุงสุกแบบไหม้เกรียม พวกอาหารทอดเหล่านี้เป็นต้น อาหารเหล่านี้แหละก็เป็นตัวการให้ก่อมะเร็งเหมือนกัน หากเรากังวลว่ากินอาหารจากไมโครเวฟจะเป็นมะเร็งล่ะก็ อาหารปรุงสดเหล่านี้ยิ่งมีสิทธิ์เป็นไปได้ไม่น้อยไปกว่ากันเท่าไร รู้อย่างนี้แล้วก็ทานอาหารจากไมโครเวฟได้เลยหายห่วง

sherwood

โรคร้ายของผู้สูงอายุที่ควรระวัง และการป้องกัน

เป็นธรรมชาติของมนุษย์เรา ยิ่งสูงอายุมากขึ้น ความเสื่อมและโรคภัยไข้เจ็บก็จะเล่นงานร่างายและระบบการทำงานในแต่ละส่วนมากตามไปด้วย ส่วนหนึ่งเพราะเมื่อยังหนุ่มสาว เราใช้ร่างกายในการเคลื่อนไหว ทำงาน ออกแรงในแต่ละวัน โดยที่บางครั้งเราอาจจะหลงลืมที่จะถนอมหรือดูแลมันให้ดีพอ เมื่อถึงจุดหนึ่ง ร่างกายก็ไม่ต่างจากเครื่องจักร มีวันชำรุดได้ ถ้าไม่ได้ซ่อมบำรุงให้ดี เรามาลองกันดูว่า โรคของผู้สูงอายุที่นิยมเป็นกันมาก มีอะไรบ้าง แล้วจะป้องกันได้อย่างไรบ้าง

โรคชุด – น่าจะเป็นโรคยอดฮิตที่สุดของคนชรา คือมาเป็นชุด ส่วนมากแล้วได้แก่ เบาหวาน ความดัน หัวใจ ปอด ไต ฯลฯ ที่ต้องเรียกว่าโรคชุด เพราะถ้าเป็นโรคไหนแล้ว ที่เหลือก็จะตามมาเป็นพรวนเลย เช่น ถ้าเป็นเบาหวาน ก็มีโอกาสที่จะเป็นความดันด้วย

โรคเหล่านี้มักเป็นตามอายุ ส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นการใช้ร่างกายที่หนักเกินไป แต่อาการอย่างเบาหวานนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะการบริโภคน้ำตาลหรือของหวานต่อเนื่องตั้งแต่เด็ก ก็สามารถเป็นตามกรรมพันธุ์ได้เช่นกัน อาการเหล่านี้จึงควรระวังเรื่อง อาหารการกิน ควรเลี่ยงอาหารรสชาติจัด ควรนอนแต่หัวค่ำ เพราะการนอนดึกมากๆก็จะส่งผลต่อการทำงานของตับและไตด้วย

หมอนรองกระดูก – เป็นภัยเงียบสำหรับคนหนุ่มสาวเช่นกัน โดยเฉพาะคนที่ต้องทำงานในออฟฟิส หรืออยู่ในท่าที่ต้องใช้อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นระยะเวลานานๆ การนั่งทำงานนานๆโดยไม่ได้ออกกำลังหรือบริหารร่างกายที่เหมาะสม หรือใช้ร่างกายหักโหมเกินไป เช่น ก้ม เงย หรือออกกำลังผิดท่วงท่า ไปจนถึงอุบัติเหตุ โดนอะไรกระแทกบ่อยๆ มีสิทธิเป็นโรคนี้ได้ทั้งนั้น ซึ่งความน่ากลัวอยู่ตรงที่ เราไม่รู้เลยว่าอาการจะหนักเมื่อไร ส่วนมากแล้ว หลายคนมักเป็นสะสมมาตั้งแต่อายุน้อยๆ แล้วอาการจะมาออกเอาเมื่อเข้าอายุ 40-50 ไปแล้ว ลักษณะที่พบบ่อยคือ หมอนรองกระดูกเสื่อม หรือเคลื่อน ซึ่งในรายที่อาการหนัก อาจเสี่ยงต่อการอัมพาต พิการ หรือเสียชีวิตได้เลย

การป้องกันที่พอจะทำได้ ควรทำตั้งแต่ยังมีโอกาส คือออกกำลังและกายบริหารให้เหมาะสม ไม่ควรอยู่ในท่าใดเป็นเวลานานเกินไป หากประสบอุบัติเหตุหรือร่างกายเกิดการกระแทกรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจสอบภายในอย่างละเอียด

ไขข้ออักเสบ เสื่อม – อาการปวดคล้ายๆกับหมอนรองกระดูก แน่นอนว่าตามชื่อเลยคือ เกิดความอักเสบและเสื่อมจากไขข้อซึ่งเป็นส่วนต่อสำคัญของร่างกาย เป็นโรคที่อาจจะเรียกว่าติดตัวผู้สูงอายุจำนวนมาก

การออกกายบริหารอย่างเหมาะสม เป็นประจำ และไม่หักโหมเกินไป ก็พอจะช่วยได้ โดยเฉพาะท่าแกว่งแขนแบบคนจีนที่รณรงค์กันในช่วงหลัง

อัมพฤกษ์ อัมพาต – เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกายรวมไปถึงความเสียหายของระบบเส้นประสาทเช่นกัน ซึ่งยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดอย่างแน่ชัด แต่ก็พอจะบรรเทาได้ จากการกระตุ้นระบบเส้นประสาท ทั้งนี้อาการยังคงไม่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัด แม้ว่าจะมีหลายเคสที่อาการดีขึ้นบ้างโดยไม่ได้ใช้การแพทย์สมัยใหม่ก็ตาม

การป้องกันที่ดีที่สุดคือ การออกกำลังและกายบริหารอย่างถูกต้อง และระวังในส่วนของการใช้ร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งมากเกินไป เพราะอาจส่งผลเสียต่อระบบประสาทได้