อาการผิดปกติของร่างกาย อาการบางอย่างอาจจะไม่เป็นอันตรายอะไรเท่าไร ปล่อยไปก็หายเอง แต่บางอาการหากปล่อยไปอาจจะก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ของร่างกายได้เหมือนกัน อาการจุกเสียดแน่นท้องก็เช่นกัน หลายคนอาจจะมองข้ามไปปล่อยให้หายเอง แต่บอกเลยว่าเป็นแล้วก็มีผลเหมือนกัน หากเราเป็นคนหนึ่งที่มีอาการจุกเสียดแน่นท้อง ต้องดูแลกันยังไงดี

อาการจุกเสียดแน่นท้องมาได้ยังไง

สาเหตุของอาการจุกเสียดแน่นท้องเราต้องรู้ก่อนว่ามันมาได้ยังไง อาการนี้เกิดจากเรื่องของการกินเป็นหลัก หากเรามีพฤติกรรมกินไม่ค่อยดี กินเร็ว เคี้ยวเร็ว เคี้ยวไม่ละเอียด กินมากเกินไป ผลก็ทำให้ระบบย่อยทำงานไม่ทัน สองหากเราทานอาหารพวกแป้ง กับ นม เยอะเกินไปก็จะทำให้เกิดการพองตัวด้านใน สามหากเรามีพฤติกรรมทานแล้วไม่รอให้อาหารย่อยก่อนแล้วไปออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมหนักๆก็อาจจะเกิดอาการเหล่านี้ได้เหมือนกัน

การป้องกันเบื้องต้นอาการ

สำหรับการป้องกันอาการเหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้นได้ เพียงแค่เราปฏิวัติตัวเองเรื่องพฤติกรรมการกินเสียใหม่ กินช้า เคี้ยวนานๆ ให้อาหารละเอียด ค่อยๆกลืน กินแล้วนั่งพักให้เรียบร้อย ให้อาหารย่อยก่อนแล้วค่อยทำกิจกรรมอื่น เพียงเท่านี้ก็จะช่วยลดอาการจุกเสียดแน่นท้องได้แล้ว อ้อ อาหารพวกแป้งสาลีลดลงแล้วเพิ่มมะละกอ แอปเปิ้ล กะหล่ำปลี แครอท ก็จะเป็นการกินเพื่อรักษาอาการจุกเสียดแน่นท้องได้เหมือนกัน ลองเปลี่ยนพฤติกรรมดู

การแก้ไขด้วยวิธีการกดจุด

อีกหนึ่งวิธีเผยแพร่กัน นั่นคือการใช้วิธีกดจุดเพื่อระบายความจุกเสียดออกไป เรารู้กันอยู่แล้วว่า ไทยเรามีแพทย์แผนไทยที่คอยบรรเทาความเจ็บปวดในรูปแบบไทยมาช้านาน อาการจุกเสียดแน่นท้องก็ช่วยได้เหมือนกัน วิธีการมีอยู่ว่า ท่าแรกเราใช้นิ้วหัวแม่มือกดบริเวณหลังเท้า ตรงร่องระหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลาง ท่าสองให้นิ้วหัวแม่มือ กดไปบริเวณ เนื้อเชื่อมนิ้วชี้กับนิ้วกลาง ทั้งสองท่านี้ควรทำค้างไว้ประมาณ 2 นาที ก็จะช่วยได้ ทำสัก 1-2 ยก ช่วยได้

สมุนไพรไทย ช่วยได้เหมือนกัน

ภูมิปัญญาไทยเราไม่ได้มีดีเพียงแค่แพทย์แผนไทยเท่านั้น เรื่องสมุนไพรไทยก็เป็นภูมิปัญญามาช้านานเหมือนกัน หากเรามีอาการจุกเสียดแน่นท้อง แนะนำว่าใช้ขิงสด ชงกับน้ำเดือด(ปรุงด้วยน้ำตาลนิดหน่อยให้กินแล้วลื่นคอ) แช่ไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นรอให้เย็นแล้วนำมาดื่ม ชื่นใจด้วยช่วยลดอาการด้วย หรือ เลือกใช้ตะไคร้สดทุบให้แหลแล้วไปต้มเหมือนน้ำขิงก็ช่วยได้เช่นกัน อีกสูตรหนึ่งเค้าบอกว่าใช้ใบกะเพราะไปต้มก็ทำได้เหมือนกัน

 

วิถีชีวิตคนเมือง หรือคนใครหลายคนปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความยุ่งยากในการดำเนินชีวิต ความยุ่งยาก ทำให้พวกเราต้องรับประทานอาหารกล่องแช่แข็ง ซึ่งการทานอาหารแช่แข็งก็จะต้องเอาไปอุ่นกับเครื่องไมโครเวฟ หนึ่งในคำถามสำคัญของเรื่องนี้มีอยู่ว่า กินอาหารจากไมโครเวฟบ่อยเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง จริงหรือไม่

ไมโครเวฟเป็นเพียงแค่คลื่น

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ คลื่นไมโครเวฟก่อนว่ามันคืออะไร หากเราไปศึกษาดูให้ดี ไมโครเวฟ ไม่ได้เป็นรังสีอันตรายอะไรเลย เป็นเพียงแค่คลื่นเท่านั้นเอง ในเตาไมโครเวฟจะมีคลื่นไมโครเวฟกระทบสะท้อนไปมาเพื่อให้เข้าไปในอาหาร ก็ทำให้เกิดการเสียดสีขึ้นในอาหาร หรือ ของเหลว พอเสียดสีก็จะเกิดความร้อนขึ้น อ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็ทำความเข้าใจกันใหม่นะว่า ไมโครเวฟ เป็นเพียงแค่คลื่น ไม่ได้เป็นรังสีอันตรายแต่อย่างใด

อันตรายจากอาหาร ไม่ใช่อันตรายจากไมโครเวฟ

ความเชื่อที่ว่า หากเรารับประทานอาหารจากเครื่องไมโครเวฟมากๆจะเป็นอันตราย อันนี้ต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า หากจะมีอันตรายจนทำให้เกิดมะเร็งขึ้นมาจริงๆ มันก็เป็นอันตรายจากอาหารมากกว่า ไม่ใช่อันตรายจากคลื่นไมโครเวฟ อย่าลืมว่าอาหารแช่แข็งบางอย่างแม้ว่าจะทำขึ้นมาด้วยวิธีการสะอาดก็ตาม แต่บางครั้งอาหารอาจจะมีสารปนเปื้อนต่างๆซ่อนอยู่ ตรงนี้แหละที่ทำให้เกิดอันตราย อีกจุดหนึ่งการอุ่นด้วยเครื่องไมโครเวฟอาจจะทำให้อาหารสุกไม่ทั่วกัน(เกิดจากการอุ่นไมโครเวฟโดยไม่อ่านฉลากข้างกล่องว่าต้องตั้งไฟกี่วัตต์ และกี่นาที) เมื่อสุกไม่ทั่วกันเมื่อกินเข้าไปอาจจะทำให้เกิดท้องเสียได้(แต่ไม่ถึงกับทำให้เสี่ยงมะเร็ง) ส่วนการอุ่นหรือทำอาหารจนไหม้เกรียมด้วยเตาไมโครเวฟ หากเราฝืนกินอาหารไหม้เกรียมอาจจะเป็นมะเร็งก็คงว่ากันไม่ได้แล้วจริงๆ

ส่วนคลื่นไมโครเวฟที่อาจจะแผ่ออกมานอกเครื่องแล้วทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ได้นั้น หากเครื่องไมโครเวฟผลิตขึ้นตามมาตรฐานล่ะก็ เรื่องนี้ก็ไม่ต้องกังวลไปเนื่องจากคลื่นไมโครเวฟที่ออกมานอกเครื่องนั้นน้อยมาก น้อยกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดอื่นที่แผ่ออกมาเสียอีก ดังนั้นเรื่องนี้ก็สบายใจได้

อาหารไม่เข้าเวฟก็อันตรายได้เหมือนกัน

ในทางเดียวกัน อาหารปรุงสุกทั่วไป แม้ว่าจะสด สะอาด แต่เอาเข้าจริงก็มีสารปนเปื้อนด้วยเหมือนกัน ยังไม่นับการปรุงสุกแบบไหม้เกรียม พวกอาหารทอดเหล่านี้เป็นต้น อาหารเหล่านี้แหละก็เป็นตัวการให้ก่อมะเร็งเหมือนกัน หากเรากังวลว่ากินอาหารจากไมโครเวฟจะเป็นมะเร็งล่ะก็ อาหารปรุงสดเหล่านี้ยิ่งมีสิทธิ์เป็นไปได้ไม่น้อยไปกว่ากันเท่าไร รู้อย่างนี้แล้วก็ทานอาหารจากไมโครเวฟได้เลยหายห่วง

sherwood

โรคร้ายของผู้สูงอายุที่ควรระวัง และการป้องกัน

เป็นธรรมชาติของมนุษย์เรา ยิ่งสูงอายุมากขึ้น ความเสื่อมและโรคภัยไข้เจ็บก็จะเล่นงานร่างายและระบบการทำงานในแต่ละส่วนมากตามไปด้วย ส่วนหนึ่งเพราะเมื่อยังหนุ่มสาว เราใช้ร่างกายในการเคลื่อนไหว ทำงาน ออกแรงในแต่ละวัน โดยที่บางครั้งเราอาจจะหลงลืมที่จะถนอมหรือดูแลมันให้ดีพอ เมื่อถึงจุดหนึ่ง ร่างกายก็ไม่ต่างจากเครื่องจักร มีวันชำรุดได้ ถ้าไม่ได้ซ่อมบำรุงให้ดี เรามาลองกันดูว่า โรคของผู้สูงอายุที่นิยมเป็นกันมาก มีอะไรบ้าง แล้วจะป้องกันได้อย่างไรบ้าง

โรคชุด – น่าจะเป็นโรคยอดฮิตที่สุดของคนชรา คือมาเป็นชุด ส่วนมากแล้วได้แก่ เบาหวาน ความดัน หัวใจ ปอด ไต ฯลฯ ที่ต้องเรียกว่าโรคชุด เพราะถ้าเป็นโรคไหนแล้ว ที่เหลือก็จะตามมาเป็นพรวนเลย เช่น ถ้าเป็นเบาหวาน ก็มีโอกาสที่จะเป็นความดันด้วย

โรคเหล่านี้มักเป็นตามอายุ ส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นการใช้ร่างกายที่หนักเกินไป แต่อาการอย่างเบาหวานนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะการบริโภคน้ำตาลหรือของหวานต่อเนื่องตั้งแต่เด็ก ก็สามารถเป็นตามกรรมพันธุ์ได้เช่นกัน อาการเหล่านี้จึงควรระวังเรื่อง อาหารการกิน ควรเลี่ยงอาหารรสชาติจัด ควรนอนแต่หัวค่ำ เพราะการนอนดึกมากๆก็จะส่งผลต่อการทำงานของตับและไตด้วย

หมอนรองกระดูก – เป็นภัยเงียบสำหรับคนหนุ่มสาวเช่นกัน โดยเฉพาะคนที่ต้องทำงานในออฟฟิส หรืออยู่ในท่าที่ต้องใช้อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นระยะเวลานานๆ การนั่งทำงานนานๆโดยไม่ได้ออกกำลังหรือบริหารร่างกายที่เหมาะสม หรือใช้ร่างกายหักโหมเกินไป เช่น ก้ม เงย หรือออกกำลังผิดท่วงท่า ไปจนถึงอุบัติเหตุ โดนอะไรกระแทกบ่อยๆ มีสิทธิเป็นโรคนี้ได้ทั้งนั้น ซึ่งความน่ากลัวอยู่ตรงที่ เราไม่รู้เลยว่าอาการจะหนักเมื่อไร ส่วนมากแล้ว หลายคนมักเป็นสะสมมาตั้งแต่อายุน้อยๆ แล้วอาการจะมาออกเอาเมื่อเข้าอายุ 40-50 ไปแล้ว ลักษณะที่พบบ่อยคือ หมอนรองกระดูกเสื่อม หรือเคลื่อน ซึ่งในรายที่อาการหนัก อาจเสี่ยงต่อการอัมพาต พิการ หรือเสียชีวิตได้เลย

การป้องกันที่พอจะทำได้ ควรทำตั้งแต่ยังมีโอกาส คือออกกำลังและกายบริหารให้เหมาะสม ไม่ควรอยู่ในท่าใดเป็นเวลานานเกินไป หากประสบอุบัติเหตุหรือร่างกายเกิดการกระแทกรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจสอบภายในอย่างละเอียด

ไขข้ออักเสบ เสื่อม – อาการปวดคล้ายๆกับหมอนรองกระดูก แน่นอนว่าตามชื่อเลยคือ เกิดความอักเสบและเสื่อมจากไขข้อซึ่งเป็นส่วนต่อสำคัญของร่างกาย เป็นโรคที่อาจจะเรียกว่าติดตัวผู้สูงอายุจำนวนมาก

การออกกายบริหารอย่างเหมาะสม เป็นประจำ และไม่หักโหมเกินไป ก็พอจะช่วยได้ โดยเฉพาะท่าแกว่งแขนแบบคนจีนที่รณรงค์กันในช่วงหลัง

อัมพฤกษ์ อัมพาต – เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกายรวมไปถึงความเสียหายของระบบเส้นประสาทเช่นกัน ซึ่งยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดอย่างแน่ชัด แต่ก็พอจะบรรเทาได้ จากการกระตุ้นระบบเส้นประสาท ทั้งนี้อาการยังคงไม่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัด แม้ว่าจะมีหลายเคสที่อาการดีขึ้นบ้างโดยไม่ได้ใช้การแพทย์สมัยใหม่ก็ตาม

การป้องกันที่ดีที่สุดคือ การออกกำลังและกายบริหารอย่างถูกต้อง และระวังในส่วนของการใช้ร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งมากเกินไป เพราะอาจส่งผลเสียต่อระบบประสาทได้

การดูแลผู้ป่วย  ที่บ้านด้วยตนเอง ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  เพราะต้องมีหลายอย่างที่ต้องคำนึงถึง สิ่งแรกๆ นั่นคือ บ้าน ไม่ได้มีสิ่งแวดล้อม หรือเครื่องมือทางการแพทย์ที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกับทางโรงพยาบาลเลยแม้สักนิดเดียว และหากต้องมาดูแลผู้ป่วยสูงอายุ  ที่ท่านผ่านร้อน ผ่านหนาวมามากกว่าเรา และแถมไม่ได้ระลึกเลยว่าตนเองเป็นคนป่วย เราควรจะทำอย่างไรได้บ้าง  มาลองวิธีเหล่านี้กันซิค่ะ

ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับประทานยา และอาหารอย่างตรงต่อเวลา  

ในที่นี้หมายความว่า ควรทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ หรือหากผู้ป่วยไม่สามารถทานอาหารมื้อหลักได้ ก็ควรมีมื้อเสริม หรือของว่างที่ไม่หนักเหมือนอาหารจานหลักแต่สามารถอิ่มท้องได้เหมือนกัน  เพื่อช่วยให้ผู้ช่วยมีแรง และฟื้นตัวได้เร็วขึ้น  สำหรับการทานยา  ควรจะดูแลให้ผู้ป่วยทานยาให้ตรงตามฉลากยา เช่น  ยาทานก่อนอาหาร ควรทานก่อนอาหารอย่างน้อย 30นาที -  1 ชั่วโมง เพราะยาชนิดนี้จะออกฤทธิ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เมื่อเวลาท้องว่างนั่นเอง  หรือยาทานหลังอาหาร มีทั้งแบบทานหลังอาหารทันที และทานหลังอาหารปกติ ซึ่งหากทานหลังอาหารปกติ ให้ทานหลังรับประทานอาหารไม่เกิน 15 นาที  และยาบางประเภทต้องทานร่วมกับอาหารจึงจะออกฤทธิ์ได้ดีก็มี  ดังนั้นเราควรอ่านลากยาให้ชัดเจน และแยกออกมาหรือจัดเตรียมไว้ เพื่อให้ผู้ป่วยสะดวกในการรับประทาน นั่นเอง

elderly-patients

รักษาความสะอาดของที่อยู่อาศัยและเตียงนอนอยู่เสมอ

เรื่องการรักษาความสะอาดเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้ป่วยสูงอายุส่วนใหญ่จะเสี่ยงต่อการติดเชื่อได้ง่าย ดังนั้น ในการทำความสะอาด ไม่ได้หมายความเพียง การกวาดหยากไย่บนเพดานและพื้นห้องเท่านั้น แต่หมายความรวมถึง การทำความสะอาด ของเฟอร์นิเจอร์  ข้าวของเครื่องใช้ ที่นอน หมอน มุ้ง  ผ้าห่ม หรือ เสื้อผ้า เป็นต้น และรวมถึงการจัดบ้านให้เป็นระเบียบ โปร่ง โล่ง น่าอยู่อีกด้วย

 ออกกำลังกายเบาๆ ช่วยได้

ผู้ป่วยที่สูงอายุส่วนใหญ่ มักมีความคิดว่า ไม่ชอบเดิน เพราะทำให้ปวดหลัง ปวดขา เดินไม่ไหว แต่หากไม่เดินเลย ต่อไปอาจจะไม่มีโอกาสได้เดินก็ได้ เพราะหากขาหรือแขนที่ไม่ได้ใช้งาน ต่อไปจะยิ่งไม่มีแรง และอาจจะต้องนอนติดบนเตียงตลอดไปก็ได้ ดังนั้น เราควรช่วยออกกำลังกายเป็นเพื่อน  พร้อมกับให้กำลังใจ ไปด้วย  อาจจะเป็นการออกกำลังกายด้วยการเดินสั้นๆ ในบริเวณบ้านก็ได้ แต่ควรทำอย่างสม่ำเสมอ ทุกวัน วันละ 20 นาที เป็นอย่างต่ำ

สุขภาพใจไม่ควรมองข้าม

หากคิดว่าผู้ป่วยต้องการเพียงการรักษาทางร่างกาย ต้องขอบอกไว้ ณ  ที่นี้เลยว่า คุณเข้าใจผิดอย่างมหันต์ เพราะสิ่งที่เป็นยารักษาที่ที่ดีที่สุดก็คือ ความสบายทางใจนั่นเอง ดังนั้น ครอบครัว และผู้ดูแลต้องให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ด้วย เพราะบางครั้งผู้ป่วยอาจจะไม่ได้มีอาการหรือความผิดปกติทางร่างกายที่น่ากังวล แต่ยังคงซึมเศร้าและดูเหมือนยังไม่หายสักที นั่นเพราะสุขภาพใจนั่นเอง